21 พฤศจิกายน 2567

ตะไคร้ (Lemongrass) พืชสมุนไพร มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีสารอาหาร และประโยชน์หลากหลาย

ตะไคร้ (Lemongrass)
สรุปโดยย่อ: ตะไคร้ (Lemongrass) เป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารอาหาร เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบีรวม แร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และธาตุเหล็ก ตะไคร้ยังมีเส้นใยอาหารสูงและสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ฟลาโวนอยด์ ซึ่งช่วยลดการอักเสบและสนับสนุนการทำงานของระบบย่อยอาหาร นอกจากนี้ น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ยังช่วยในการผ่อนคลายและส่งเสริมระบบไหลเวียนเลือด การบริโภคตะไคร้เป็นประจำสามารถช่วยบำรุงสุขภาพและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
สารบัญเนื้อหา

ตะไคร้เป็นพืชสมุนไพรที่ได้รับความนิยมในหลากหลายวัฒนธรรม โดยเฉพาะในเอเชีย ตะไคร้เป็นที่รู้จักไม่เพียงแค่ในฐานะเครื่องปรุงอาหารที่ให้รสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะตัว แต่ยังเป็นแหล่งของสารอาหารที่มีคุณค่ามากมาย นอกจากนั้น ตะไคร้ยังมีคุณสมบัติหลายอย่างที่ส่งผลดีต่อร่างกาย บทความนี้จะอธิบายถึงสารอาหารต่างๆ ที่พบในตะไคร้และประโยชน์ของสารเหล่านั้น

สารอาหารในตะไคร้

ตะไคร้ประกอบด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์หลายชนิด เช่น วิตามิน แร่ธาตุ เส้นใย และสารต้านอนุมูลอิสระ สารอาหารเหล่านี้มีความสำคัญต่อการบำรุงร่างกาย ช่วยเสริมสร้างระบบการทำงานต่างๆ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

1. วิตามินในตะไคร้

ตะไคร้เป็นแหล่งของวิตามินหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย วิตามินเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยในการซ่อมแซมเซลล์ และบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ตัวอย่างของวิตามินที่พบในตะไคร้ ได้แก่

  • วิตามินเอ: วิตามินเอในตะไคร้ช่วยในการมองเห็นและบำรุงผิวพรรณให้มีความชุ่มชื้น วิตามินเอยังช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย
  • วิตามินซี: วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีบทบาทในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและช่วยในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือดและทำให้ผิวพรรณสดใส
  • วิตามินบีรวม: วิตามินบีหลายชนิด เช่น วิตามินบี1 (ไทอามีน) วิตามินบี2 (ไรโบฟลาวิน) และวิตามินบี6 มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างระบบประสาทและช่วยในการเผาผลาญพลังงานจากอาหาร

2. แร่ธาตุในตะไคร้

แร่ธาตุในตะไคร้มีประโยชน์ต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะแคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และธาตุเหล็ก

  • แคลเซียม: แคลเซียมในตะไคร้ช่วยในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการทำงานของกล้ามเนื้อและการส่งสัญญาณประสาท
  • แมกนีเซียม: แมกนีเซียมช่วยในการทำงานของเอนไซม์ต่างๆ ในร่างกาย ช่วยในการผลิตพลังงานจากอาหาร และมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
  • โพแทสเซียม: โพแทสเซียมช่วยในการควบคุมสมดุลของของเหลวในร่างกายและช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ธาตุเหล็ก: ธาตุเหล็กมีความสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งมีบทบาทในการขนส่งออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย

3. เส้นใยอาหารในตะไคร้

ตะไคร้มีเส้นใยอาหารสูง ซึ่งเส้นใยอาหารมีความสำคัญในการช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ช่วยให้กระบวนการขับถ่ายเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ และเส้นใยยังช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและรักษาระดับคอเลสเตอรอลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม การบริโภคอาหารที่มีเส้นใยสูงช่วยให้รู้สึกอิ่มได้นานขึ้น ซึ่งมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก

4. สารต้านอนุมูลอิสระในตะไคร้

สารต้านอนุมูลอิสระเป็นสารที่มีบทบาทในการป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย อนุมูลอิสระเป็นสารที่เกิดจากกระบวนการทางเคมีในร่างกายและมีความสามารถในการทำลายเซลล์ ตะไคร้มีสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิด เช่น ฟลาโวนอยด์และกรดฟีนอลิก สารเหล่านี้ช่วยป้องกันการเกิดความเสื่อมของเซลล์และเนื้อเยื่อ ช่วยลดการอักเสบ และสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

ฟลาโวนอยด์ คือสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในพืชและผลไม้หลายชนิด ช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายไม่ให้ถูกทำลายจากสารอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจเกิดจากมลภาวะหรือความเครียด การบริโภคอาหารที่มีฟลาโวนอยด์ เช่น ตะไคร้ ชาเขียว และผลไม้บางชนิด ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงและลดความเสี่ยงจากการเสื่อมสภาพของเซลล์

5. น้ำมันหอมระเหยในตะไคร้

น้ำมันหอมระเหยในตะไคร้เป็นสารประกอบที่ให้กลิ่นหอมสดชื่น มีส่วนช่วยในการผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้มีคุณสมบัติในการกระตุ้นระบบการไหลเวียนเลือด และส่งเสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร นอกจากนี้ยังช่วยลดความตึงเครียดและทำให้รู้สึกสดชื่นอีกด้วย

6. กรดไขมันในตะไคร้

ตะไคร้มีกรดไขมันจำเป็นในปริมาณเล็กน้อย ซึ่งกรดไขมันเหล่านี้มีบทบาทในการเสริมสร้างเซลล์และระบบประสาท กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่พบในตะไคร้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับเซลล์ผิว และลดการเกิดริ้วรอย

ประโยชน์ของการบริโภคตะไคร้

ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่มีสารอาหารที่หลากหลาย การบริโภคตะไคร้เป็นประจำสามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพร่างกายในหลายด้าน สารอาหารในตะไคร้ช่วยบำรุงระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยลดการอักเสบของเซลล์ และส่งเสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร เส้นใยอาหารในตะไคร้ยังช่วยเสริมสร้างกระบวนการขับถ่ายให้เป็นปกติ นอกจากนี้ การบริโภคตะไคร้ยังช่วยเสริมความสดชื่นและผ่อนคลาย

ตะไคร้กับระบบย่อยอาหาร

ตะไคร้มีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหารหลายประการ เนื่องจากมีสารอาหารและสารประกอบที่ช่วยในการกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร ประโยชน์ที่สำคัญของตะไคร้ต่อการย่อยอาหารได้แก่:

1. ช่วยขับลมและลดอาการท้องอืด

ตะไคร้มีคุณสมบัติช่วยขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้ลดอาการแน่นท้องและท้องอืดได้ การดื่มชาตะไคร้หรือการใช้ตะไคร้ในอาหารสามารถช่วยลดความรู้สึกไม่สบายที่เกิดจากก๊าซในระบบย่อยอาหาร

2. กระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร

ตะไคร้มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหารและเอนไซม์ย่อยอาหาร ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น และช่วยในการดูดซึมสารอาหาร

3. เส้นใยอาหารในตะไคร้

ตะไคร้มีเส้นใยอาหารที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของลำไส้ ทำให้การขับถ่ายเป็นไปตามปกติ ช่วยป้องกันปัญหาท้องผูกและรักษาสมดุลของระบบขับถ่าย

การใช้ตะไคร้ในการทำอาหาร

ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมในการใช้ปรุงอาหาร โดยเฉพาะในอาหารเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ตะไคร้มีกลิ่นหอมสดชื่นและรสชาติเผ็ดร้อนเบาๆ ซึ่งช่วยเพิ่มรสชาติและกลิ่นให้กับอาหาร การใช้ตะไคร้ในการทำอาหารสามารถทำได้หลายวิธี

1. ใช้ตะไคร้สด

  • หั่นเป็นท่อนหรือฝานบาง: การหั่นตะไคร้เป็นท่อนสั้นๆ หรือฝานบางๆ มักใช้ในการต้มยำ แกง หรือซุปต่างๆ ตะไคร้ที่หั่นเป็นท่อนช่วยเพิ่มกลิ่นหอมให้อาหารและสามารถดึงออกได้ง่ายก่อนรับประทาน
  • ตำหรือละเอียด: ตะไคร้ที่นำมาตำหรือละเอียด มักใช้ในเครื่องแกงหรือพริกแกงเพื่อเพิ่มความหอมและรสชาติ เช่น การทำแกงเขียวหวานหรือน้ำพริกต่างๆ

2. ใช้ในการหมักเนื้อสัตว์

  • ตะไคร้มีคุณสมบัติช่วยลดกลิ่นคาวและเพิ่มความหอมในเนื้อสัตว์ จึงนิยมใช้ในการหมักไก่ หมู หรือเนื้อวัว โดยนำตะไคร้มาสับละเอียดหรือตำรวมกับเครื่องปรุงอื่นๆ ก่อนนำไปหมักเนื้อ ทำให้เนื้อนุ่มและมีกลิ่นหอมชวนรับประทาน เช่น การทำไก่ย่างตะไคร้ หรือหมูตะไคร้

3. ทำชาตะไคร้

  • ตะไคร้สามารถนำมาต้มเป็นเครื่องดื่มได้ง่าย โดยนำตะไคร้สดหรือแห้งมาต้มกับน้ำร้อนเพื่อทำชาตะไคร้ กลิ่นหอมสดชื่นของตะไคร้ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหาร

4. ใช้เป็นส่วนประกอบในน้ำซุป

  • ตะไคร้เป็นส่วนประกอบสำคัญในน้ำซุปของอาหารหลายชนิด เช่น ต้มยำ หรือแกงเผ็ด การใส่ตะไคร้ลงในน้ำซุปจะเพิ่มความหอมและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ให้กับอาหาร

5. ใช้เป็นเครื่องปรุงตกแต่ง

  • ตะไคร้ที่หั่นเป็นเส้นบางๆ สามารถใช้ตกแต่งอาหารได้ เช่น โรยหน้าบนสลัด หรือนำไปทอดกรอบเป็นเครื่องเคียงในอาหารไทย เช่น ยำหรือพล่ากุ้ง

ไอเดียเมนูเครื่องดื่มจากตะไคร้

ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่สามารถนำมาใช้ทำเครื่องดื่มได้หลายชนิด เนื่องจากมีรสชาติหอมสดชื่นและมีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เครื่องดื่มจากตะไคร้ที่นิยมมีดังนี้:

1. ชาตะไคร้

ชาตะไคร้เป็นเครื่องดื่มที่ง่ายที่สุดและเป็นที่นิยม นำตะไคร้สดหรือแห้งมาต้มในน้ำร้อน ดื่มเพื่อช่วยผ่อนคลายและบรรเทาอาการแน่นท้อง ช่วยขับลมในระบบย่อยอาหาร สามารถเพิ่มน้ำผึ้งหรือน้ำมะนาวเพื่อเพิ่มรสชาติ

2. น้ำตะไคร้เย็น

นำน้ำตะไคร้ที่ต้มแล้วแช่เย็น สามารถเสิร์ฟเป็นเครื่องดื่มเย็นที่สดชื่น เหมาะกับการดื่มในช่วงหน้าร้อน เพิ่มน้ำแข็งและน้ำเชื่อมหรือน้ำผึ้งตามความชอบ

3. น้ำตะไคร้ผสมน้ำผึ้งมะนาว

เครื่องดื่มที่ทำง่ายและมีคุณค่าทางโภชนาการ นำตะไคร้สดมาต้มและผสมน้ำผึ้งกับน้ำมะนาว ช่วยเพิ่มวิตามินซีและช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร เหมาะกับการดื่มในช่วงเช้าหรือหลังมื้ออาหาร

4. น้ำตะไคร้ใบเตย

เพิ่มความหอมและความสดชื่นให้น้ำตะไคร้ด้วยการใส่ใบเตย ต้มน้ำตะไคร้พร้อมกับใบเตย ช่วยให้มีกลิ่นหอมละมุน เหมาะสำหรับดื่มเพื่อผ่อนคลาย หรือเสิร์ฟเป็นเครื่องดื่มเย็นในงานเลี้ยงต่างๆ

5. สมูทตี้ตะไคร้

ตะไคร้สามารถผสมในสมูทตี้ผลไม้ได้ เช่น ผสมกับมะนาว สับปะรด หรือน้ำมะพร้าว ตะไคร้ช่วยเพิ่มความหอมและให้รสชาติที่แปลกใหม่ ช่วยให้เครื่องดื่มสดชื่นยิ่งขึ้น

6. ค็อกเทลตะไคร้

ตะไคร้ยังสามารถใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มค็อกเทล เช่น ผสมในค็อกเทลที่มีส่วนผสมของเหล้ารัมหรือวอดก้า ตะไคร้ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมสดชื่นและความมีชีวิตชีวาให้กับเครื่องดื่ม

ตะไคร้แห้ง VS ตะไคร้สด

ตะไคร้แห้งยังคงมีประโยชน์ทางสุขภาพคล้ายคลึงกับตะไคร้สด แต่ความเข้มข้นของสารอาหารบางชนิดอาจลดลง ตะไคร้แห้งเป็นตัวเลือกที่สะดวกในการใช้งานและเก็บรักษาได้นาน ส่วนตะไคร้สดจะให้รสชาติและคุณค่าทางสารอาหารที่ครบถ้วนกว่า

ข้อดีของ ตะไคร้แห้ง

  1. ความสะดวกในการใช้งาน: ตะไคร้แห้งสามารถเก็บรักษาได้นานกว่าและง่ายต่อการใช้ในเมนูอาหารหรือเครื่องดื่ม โดยไม่จำเป็นต้องใช้ตะไคร้สดทุกครั้ง
  2. กลิ่นและรสชาติ: แม้ว่าตะไคร้แห้งอาจมีกลิ่นและรสชาติที่เบากว่าตะไคร้สด แต่ยังคงความหอมและคุณสมบัติช่วยเพิ่มรสชาติให้กับอาหารหรือเครื่องดื่มอยู่
  3. สารต้านอนุมูลอิสระ: ตะไคร้แห้งยังคงมีสารต้านอนุมูลอิสระเช่นฟลาโวนอยด์และกรดฟีนอลิก ซึ่งช่วยป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย แม้ว่าปริมาณอาจลดลงบ้าง แต่ยังคงมีประโยชน์ต่อร่างกาย

ข้อดีของ ตะไคร้สด

  1. สารอาหารที่ครบถ้วนกว่า: ตะไคร้สดมีวิตามินและแร่ธาตุบางชนิด เช่น วิตามินซี ที่อาจลดลงในกระบวนการทำให้แห้ง นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้สดยังมีปริมาณมากกว่า ซึ่งช่วยในด้านการขับลมและการย่อยอาหาร
  2. กลิ่นหอมและรสชาติที่เข้มข้นกว่า: ตะไคร้สดมีความหอมและรสชาติที่เข้มข้นกว่า ทำให้เพิ่มความอร่อยและหอมสดชื่นได้มากขึ้นในการปรุงอาหาร

การนำตะไคร้ไปใช้ในเมนูอาหารยังเป็นอีกวิธีที่ดีในการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับอาหาร ตะไคร้สามารถนำไปใส่ในอาหารประเภทต่างๆ เช่น ต้มยำ แกง หรือเครื่องดื่มสมุนไพรต่างๆ เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและคุณประโยชน์ทางโภชนาการให้กับมื้ออาหาร ตะไคร้เป็นพืชสมุนไพรที่ไม่เพียงแค่ให้รสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะตัว แต่ยังมีคุณค่าทางโภชนาการที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ควรเลือกใช้ตะไคร้สดในเมนูอาหารประจำวัน เพื่อให้ได้ประโยชน์จากสารอาหารอย่างครบถ้วน

แหล่งอ้างอิง/งานวิจัย

  • เรื่อง: Lemongrass (Cymbopogon citratus) essential oil: Chemical composition and bioactivity • เขียนโดย: Silva, Jamilly R. - 2020
  • เรื่อง: Phytochemical and therapeutic potential of lemongrass (Cymbopogon citratus) • เขียนโดย: Jafari, Samaneh - 2021
  • เรื่อง: Antioxidant and antimicrobial activities of lemongrass (Cymbopogon citratus) extracts • เขียนโดย: Elisha, Israel L. - 2019

ตะไคร้มีคุณสมบัติช่วยขับลมและลดอาการท้องอืด ซึ่งเป็นเหตุผลที่ตะไคร้มักถูกใช้ในตำรับยาพื้นบ้านและเครื่องดื่มสมุนไพร ตะไคร้มีสารประกอบที่ช่วยลดการสะสมของก๊าซในกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น การดื่มน้ำตะไคร้หรือการใส่ตะไคร้ในอาหาร เช่น ต้มยำ จะช่วยลดอาการแน่นท้องและท้องอืดได้ดี แนะนำให้ชงชาตะไคร้หรือต้มตะไคร้ดื่มหลังมื้ออาหารเพื่อช่วยให้รู้สึกสบายท้องมากขึ้น

ตะไคร้มีคุณสมบัติที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหารและขับของเสียในร่างกาย การดื่มน้ำตะไคร้ช่วยขับน้ำและของเสียออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะได้ดี นอกจากนี้ ตะไคร้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ ทำให้ร่างกายขับสารพิษออกได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม การดีท็อกซ์ควรควบคู่ไปกับการดื่มน้ำมากๆ และการกินอาหารที่มีประโยชน์ ตะไคร้ช่วยสนับสนุนระบบการขับถ่ายและการทำงานของไต แต่อาจไม่ใช่การดีท็อกซ์ในความหมายที่ทุกคนเข้าใจว่าล้างพิษได้ทั้งหมด

ตะไคร้มีคุณสมบัติช่วยให้ผ่อนคลาย เนื่องจากมีน้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นสดชื่น กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ช่วยลดความเครียดและความกังวล การสูดดมกลิ่นตะไคร้จากน้ำมันหอมระเหยหรือนำตะไคร้สดมาต้มดื่มก่อนนอนสามารถช่วยให้จิตใจสงบและผ่อนคลายได้ดี นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้ในการนวดตัวหรือแช่น้ำที่ผสมตะไคร้เพื่อเพิ่มความรู้สึกผ่อนคลาย การผ่อนคลายที่ดีมีผลต่อการนอนหลับ ทำให้หลับได้ลึกและสบายขึ้น

ตะไคร้มีคุณสมบัติช่วยไล่แมลงได้จริง โดยเฉพาะยุง น้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากตะไคร้มีสารประกอบที่ชื่อว่า “ซิโทรเนลลา” ซึ่งมีกลิ่นที่ยุงและแมลงไม่ชอบ จึงมักถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ไล่ยุง เช่น สเปรย์ไล่ยุง เทียนหอม หรือครีมทาผิว การปลูกตะไคร้ในบริเวณบ้านหรือสวนยังสามารถช่วยลดจำนวนยุงและแมลงได้เช่นกัน สำหรับคนที่ชอบใช้สมุนไพรในการป้องกันแมลง ตะไคร้เป็นทางเลือกที่ดีและปลอดภัย

แคลอรี่ของ ตะไคร้ (Lemongrass) ใน 100 กรัม

ให้พลังงาน
99 Kcal
(ต่อปริมาณ 100 กรัม)
ส่วนประกอบใน 100g.
คาร์โบไฮเดรต 25.31%
โปรตีน 1.82%
ไขมัน 0.49%
ใยอาหาร 4.2%
น้ำ 70.58%
ในตะไคร้ (Lemongrass) 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 99 กิโลแคลอรี่ (Kcal) หรือคิดเป็น 1.0 กิโลแคลอรี่ ต่อน้ำหนัก 1 กรัม

รู้หรือไม่?

ตะไคร้ช่วยขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้อย่างดี เมื่อดื่มน้ำตะไคร้หรือนำไปประกอบอาหาร ตะไคร้จะช่วยลดอาการแน่นท้องและท้องอืด ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น นอกจากนี้ ในน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ยังมีสารที่ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียด และทำให้จิตใจสงบอีกด้วย ใครที่ชอบทานอาหารเผ็ดหรือต้องการปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร การเพิ่มตะไคร้ในเมนูอาหารประจำวันจะช่วยได้มาก

เรื่องแนะนำ

บทความแนะนำ