โพรไบโอติก (Probiotics) คือเชื้อจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ซึ่งได้รับการคัดเลือกแล้วว่าเป็นสายพันธุ์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย โดยสามารถพบได้ในลำไส้ของร่างกายมนุษย์ เชื้อดังกล่าวมีความจำเป็นต่อการเสริมสร้างด้านการทำงานในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งมนุษย์สามารถเพิ่มโปรไบโอติกส์ให้กับร่างกายได้ ด้วยการรับประทานอาหารจำพวกโยเกิร์ต, น้ำผลไม้, กิมจิ, ซุปมิโซะ รวมไปถึงผักและผลไม้ต่างๆ เช่น กระเทียม, หอมหัวใหญ่, ต้นหอม, หน่อไม้ฝรั่ง, กะหล่ำปลี, ฝรั่ง, กล้วย, แอปเปิ้ล โดยผู้ที่มีปริมาณโปรไบรโอติกส์ในร่างกายที่เหมาะสม ก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
โพรไบโอติกส์เมื่อเข้าสู่ร่างกายก็จะไปตั้งรกรากอาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ ทำหน้าที่ในการปรับสมดุลของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ภายในลำไส้ ส่งผลให้มีจำนวนแบคทีเรียที่ดีเพิ่มมากขึ้น ทำให้สุขภาพลำไส้ดีขึ้น และยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
จุลินทรีย์ชนิดดี คือแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะในลำไส้ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น รักษาสมดุลในร่างกาย และช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน จุลินทรีย์เหล่านี้มักพบในอาหารหมัก เช่น โยเกิร์ต และกิมจิ
ในปัจจุบันมีการผลิตโพรไบโอติกส์ออกมาหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม รวมไปถึงอาหารเสริมหลายชนิด โดยโพรไบโอติกในอาหารเหล่านี้จะมีความคล้ายคลึงกับจุลินทรีย์ที่พบได้ทั่วไปในร่างกายและตามธรรมชาติ
ประเภทของโพรไบโอติกส์ที่นิยมใช้
โพรไบโอติกมีหลายสายพันธุ์ โดยแต่ละสายพันธุ์มีคุณสมบัติและหน้าที่ที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น สายพันธุ์ Lactobacillus และ Bifidobacterium เป็นสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยในอาหารและอาหารเสริม สายพันธุ์เหล่านี้สามารถปรับปรุงกระบวนการย่อยอาหาร เพิ่มการดูดซึมสารอาหาร และช่วยสร้างสภาวะแวดล้อมที่ดีต่อการทำงานของระบบลำไส้ โพรไบโอติกส์ แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ดังต่อไปนี้
1. Lactobacillus
Lactobacillus เป็นจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในระบบย่อยอาหาร ทางเดินปัสสาวะและอวัยวะเพศ โดยมีส่วนช่วยบรรเทาหรือป้องกันการติดเชื้อรา ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย และยังช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ โรคลำไส้แปรปรวน ภาวะร่างกายพร่องเอนไซม์สำหรับย่อยนม และแพ้น้ำตาลแลคโตส ช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ หรือความผิดปกติทางผิวหนังได้เป็นอย่างดี
2. Streptococcus Thermophilus
Streptococcus Thermophilus เป็นจุลินทรีย์ที่ช่วยสร้างแล็กเทส เอนไซม์ที่ทำหน้าที่ในการย่อยสลายน้ำตาลแลคโตสที่มีอยู่ในน้ำนมหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับนม สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้น้ำตาลแลคโตส

3. Bifidobacteria
Bifidobacteria เป็นจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่บริเวณลำไส้ใหญ่ พบได้มากถึง 30 สายพันธุ์ ส่วนมากจะพบในระบบทางเดินอาหารของทารก โดยเฉพาะทารกที่ดื่มนมมารดา จัดว่าเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของทารกเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ช่วยบรรเทาอาการลำไส้แปรปรวน อาการปวดแน่นท้อง หรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการย่อยอาหาร
4. Sacchamyces Boulardii
Sacchamyces Boulardii เป็นจุลินทรีย์ที่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับยีสต์ มีหน้าที่ในการป้องกันและรักษาโรคท้องเสียจากการใช้ยาปฏิชีวนะ
สำหรับอาหารที่สามารถพบไพรโบไอติกส์ประเภทเหล่านี้ได้ ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่มีรสเปรี้ยวหรือผ่านการหมักมาแล้ว เช่น นมเปรี้ยว โยเกิร์ต เต้าเจี้ยว มิโซะ กิมจิ ถั่วเหลืองหมัก แตงกวาดอง กะหล่ำปลีดอง และขนมปังเปรี้ยว
โพรไบโอติกในอาหาร
โพรไบโอติกสามารถพบได้ในอาหารธรรมชาติหลายประเภท โดยเฉพาะอาหารที่ผ่านกระบวนการหมัก เช่น โยเกิร์ต คีเฟอร์ กิมจิ และเต้าหู้หมัก อาหารเหล่านี้มักจะมีโพรไบโอติกในปริมาณสูง และสามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการรับประทานอาหารประจำวัน
ตารางโพรไบโอติกในอาหาร
ชื่ออาหาร | หน่วยบริโภค | ปริมาณโพรไบโอติกใน 1 หน่วย | สัดส่วนของโพรไบโอติก |
---|---|---|---|
โยเกิร์ต | 1 ถ้วย | 50,000 มก. | สูง |
คีเฟอร์ | 1 ถ้วย | 40,000 มก. | สูง |
กิมจิ | 100 กรัม | 20,000 มก. | สูง |
มิโซะซุป | 1 ถ้วย | 10,000 มก. | กลาง |
เทมเป้ | 100 กรัม | 8,000 มก. | กลาง |
เต้าหู้หมัก | 100 กรัม | 5,000 มก. | กลาง |
ซาวเคราท์ | 100 กรัม | 4,500 มก. | กลาง |
ดาร์คช็อกโกแลต | 30 กรัม | 2,000 มก. | ต่ำ |
ผักดองญี่ปุ่น | 50 กรัม | 1,500 มก. | ต่ำ |
น้ำมะพร้าวหมัก | 1 ถ้วย | 1,000 มก. | ต่ำ |
ขนมปังเปรี้ยว | 1 ชิ้น | 500 มก. | ต่ำ |
ซุปเต้าเจี้ยว | 1 ถ้วย | 800 มก. | ต่ำ |
นมถั่วเหลืองหมัก | 1 ถ้วย | 15,000 มก. | สูง |
ผักดองโฮมเมด | 100 กรัม | 12,000 มก. | สูง |
คอมบูฉะ | 1 ถ้วย | 18,000 มก. | สูง |
นัตโตะ | 50 กรัม | 25,000 มก. | สูง |
ชีสกูด้า | 30 กรัม | 6,000 มก. | กลาง |
มะกอกดอง | 100 กรัม | 7,500 มก. | กลาง |
หอมดอง | 50 กรัม | 3,000 มก. | ต่ำ |
บีทรูทดอง | 100 กรัม | 4,000 มก. | กลาง |
ชีสเฟต้าหมัก | 30 กรัม | 9,000 มก. | กลาง |
กะหล่ำปลีดอง | 100 กรัม | 5,000 มก. | กลาง |
มันฝรั่งดอง | 100 กรัม | 1,200 มก. | ต่ำ |
มะม่วงดอง | 50 กรัม | 1,500 มก. | ต่ำ |
ซอสถั่วเหลืองหมัก | 1 ช้อนโต๊ะ | 2,000 มก. | ต่ำ |
สลัดผักดอง | 100 กรัม | 3,500 มก. | กลาง |
ปลาหมัก | 100 กรัม | 6,500 มก. | กลาง |
ชาเขียวหมัก | 1 ถ้วย | 12,000 มก. | สูง |
ข้าวหมาก | 100 กรัม | 9,500 มก. | สูง |
ข้าวบาร์เล่ย์หมัก | 100 กรัม | 7,000 มก. | กลาง |
บัวบกหมัก | 100 กรัม | 4,800 มก. | กลาง |
ไชเท้าดอง | 50 กรัม | 2,500 มก. | ต่ำ |
โยเกิร์ตเป็นตัวอย่างของอาหารที่อุดมไปด้วยโพรไบโอติก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์ Lactobacillus โยเกิร์ตที่ทำจากนมสดจะมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ซึ่งช่วยในการย่อยอาหาร และปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ คีเฟอร์เป็นเครื่องดื่มที่ทำจากนมหมัก มีลักษณะคล้ายโยเกิร์ต แต่มีโพรไบโอติกหลากหลายสายพันธุ์มากกว่า
โพรไบโอติกในอาหารเสริม
นอกจากโพรไบโอติกในอาหารธรรมชาติแล้ว โพรไบโอติกยังสามารถรับได้จากอาหารเสริม ซึ่งมักจะมาในรูปแบบของแคปซูล ผง หรือเม็ด อาหารเสริมเหล่านี้มักจะมีโพรไบโอติกในปริมาณที่เข้มข้น และมีความสะดวกในการรับประทาน โดยผู้ผลิตจะระบุจำนวนจุลินทรีย์ในหน่วย CFU (Colony Forming Units) บนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ปริมาณจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์
ประโยชน์ของโพรไบโอติกส์ กับระบบย่อยอาหาร
โพรไบโอติกมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร โดยช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ย่อยอาหาร และเพิ่มการดูดซึมสารอาหารที่จำเป็น เช่น วิตามิน เกลือแร่ และกรดอะมิโน โพรไบโอติกยังสามารถช่วยลดการหมักอาหารในลำไส้ ซึ่งเป็นสาเหตุของแก๊สในลำไส้ และช่วยให้กระบวนการย่อยอาหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ โพรไบโอติกยังช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซึมของลำไส้ ทำให้ร่างกายสามารถรับสารอาหารที่มีประโยชน์ได้มากขึ้น การมีจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ยังช่วยป้องกันการดูดซึมสารพิษที่อาจเกิดจากการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์
โพรไบโอติก และพรีไบโอติกคืออะไร
พรีไบโอติก คือสารอาหารที่เป็นอาหารสำหรับโพรไบโอติก ซึ่งช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ พรีไบโอติกมักพบในอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ข้าวโอ๊ต กล้วย หัวหอม และกระเทียม การรับประทานพรีไบโอติกร่วมกับโพรไบโอติกเป็นวิธีที่ดีในการเสริมสร้างสุขภาพลำไส้ เนื่องจากพรีไบโอติกจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโพรไบโอติกในการปรับสมดุลจุลินทรีย์
การทำงานร่วมกันของโพรไบโอติกและพรีไบโอติกเรียกว่าซินไบโอติก (Synbiotic) ซึ่งหมายถึงการทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อส่งเสริมสุขภาพของระบบทางเดินอาหาร การบริโภคอาหารที่มีทั้งโพรไบโอติกและพรีไบโอติกในปริมาณที่เพียงพอจะช่วยให้ระบบลำไส้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ข้อควรระวังเมื่อต้องเก็บรักษาอาหารที่มีโพรไบโอติก
ปัจจัยหลายอย่างอาจส่งผลต่อการทำงานของจุลินทรีย์เหล่านี้ เช่น การเก็บรักษาอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม และการสัมผัสกับความร้อนสูง อาจทำให้จุลินทรีย์เสียชีวิตได้ ดังนั้น การเลือกอาหารหรืออาหารเสริมโพรไบโอติกควรคำนึงถึงการเก็บรักษาที่ถูกต้อง เพื่อรักษาคุณภาพของจุลินทรีย์
- เก็บในที่เย็น: โพรไบโอติกส่วนใหญ่ต้องการอุณหภูมิเย็นเพื่อรักษาคุณภาพ ควรเก็บในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส เพื่อป้องกันจุลินทรีย์เสียหายจากความร้อน
- หลีกเลี่ยงแสงแดด: แสงและความร้อนจากแสงแดดอาจทำให้จุลินทรีย์ในโพรไบโอติกตายได้ ควรเก็บในที่มืดหรือในภาชนะทึบแสง
- ปิดฝาให้สนิท: การปิดบรรจุภัณฑ์หรือภาชนะให้สนิทช่วยป้องกันความชื้น และอากาศเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจทำให้จุลินทรีย์ลดลง
- เช็ควันหมดอายุ: โพรไบโอติกมีอายุการใช้งานจำกัด ควรเช็ควันหมดอายุ และใช้ก่อนถึงเวลานั้น เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด
วันหมดอายุของผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกก็เป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากเมื่อเวลาผ่านไป จำนวนจุลินทรีย์ที่มีชีวิตอาจลดลง ดังนั้นควรตรวจสอบวันหมดอายุของผลิตภัณฑ์ก่อนเลือกซื้อ และเก็บรักษาในที่เย็นและแห้ง เพื่อให้จุลินทรีย์คงสภาพพร้อมทำงานได้ดีที่สุด
โพรไบโอติกส์ ถือเป็นจุลินทรีย์ชนิดดี ที่นิยมรับประทานเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพต่างๆ หากร่างกายมีปริมาณโพรไบโอติกส์ที่เพียงพอก็จะช่วยลดอัตราในการเกิดปัญหาสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น การทำความเข้าใจโพรไบโอติก และการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมเป็นวิธีหนึ่งในการส่งเสริมสุขภาพลำไส้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการรักษาสมดุลของร่างกาย