3 เมษายน 2568

โพรไบโอติก (Probiotics) จุลินทรีย์ที่มีชีวิต มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีมากในโยเกิร์ต น้ำผลไม้ต่างๆ

โพรไบโอติก (Probiotics)
สรุปโดยย่อ: โพรไบโอติก (Probiotics) คือจุลินทรีย์ตัวดีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะในลำไส้ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น และช่วยรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในร่างกาย พบได้ในอาหารหมัก เช่น โยเกิร์ต คีเฟอร์ และกิมจิ หรือรับจากอาหารเสริมก็ได้ การกินโพรไบโอติกบ่อยๆ ร่วมกับอาหารที่มีเส้นใย (พรีไบโอติก) จะช่วยให้ลำไส้แข็งแรง และย่อยอาหารได้ดี
สารบัญเนื้อหา

โพรไบโอติก (Probiotics) คือเชื้อจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ซึ่งได้รับการคัดเลือกแล้วว่าเป็นสายพันธุ์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย โดยสามารถพบได้ในลำไส้ของร่างกายมนุษย์ เชื้อดังกล่าวมีความจำเป็นต่อการเสริมสร้างด้านการทำงานในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งมนุษย์สามารถเพิ่มโปรไบโอติกส์ให้กับร่างกายได้ ด้วยการรับประทานอาหารจำพวกโยเกิร์ต, น้ำผลไม้, กิมจิ, ซุปมิโซะ รวมไปถึงผักและผลไม้ต่างๆ เช่น กระเทียม, หอมหัวใหญ่, ต้นหอม, หน่อไม้ฝรั่ง, กะหล่ำปลี, ฝรั่ง, กล้วย, แอปเปิ้ล โดยผู้ที่มีปริมาณโปรไบรโอติกส์ในร่างกายที่เหมาะสม ก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

โพรไบโอติกส์เมื่อเข้าสู่ร่างกายก็จะไปตั้งรกรากอาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ ทำหน้าที่ในการปรับสมดุลของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ภายในลำไส้ ส่งผลให้มีจำนวนแบคทีเรียที่ดีเพิ่มมากขึ้น ทำให้สุขภาพลำไส้ดีขึ้น และยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

จุลินทรีย์ชนิดดี คือแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะในลำไส้ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น รักษาสมดุลในร่างกาย และช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน จุลินทรีย์เหล่านี้มักพบในอาหารหมัก เช่น โยเกิร์ต และกิมจิ

ในปัจจุบันมีการผลิตโพรไบโอติกส์ออกมาหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม รวมไปถึงอาหารเสริมหลายชนิด โดยโพรไบโอติกในอาหารเหล่านี้จะมีความคล้ายคลึงกับจุลินทรีย์ที่พบได้ทั่วไปในร่างกายและตามธรรมชาติ

ประเภทของโพรไบโอติกส์ที่นิยมใช้

โพรไบโอติกมีหลายสายพันธุ์ โดยแต่ละสายพันธุ์มีคุณสมบัติและหน้าที่ที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น สายพันธุ์ Lactobacillus และ Bifidobacterium เป็นสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยในอาหารและอาหารเสริม สายพันธุ์เหล่านี้สามารถปรับปรุงกระบวนการย่อยอาหาร เพิ่มการดูดซึมสารอาหาร และช่วยสร้างสภาวะแวดล้อมที่ดีต่อการทำงานของระบบลำไส้ โพรไบโอติกส์ แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ดังต่อไปนี้

1. Lactobacillus

Lactobacillus เป็นจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในระบบย่อยอาหาร ทางเดินปัสสาวะและอวัยวะเพศ โดยมีส่วนช่วยบรรเทาหรือป้องกันการติดเชื้อรา ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย และยังช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ โรคลำไส้แปรปรวน ภาวะร่างกายพร่องเอนไซม์สำหรับย่อยนม และแพ้น้ำตาลแลคโตส ช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ หรือความผิดปกติทางผิวหนังได้เป็นอย่างดี

2. Streptococcus Thermophilus

Streptococcus Thermophilus เป็นจุลินทรีย์ที่ช่วยสร้างแล็กเทส เอนไซม์ที่ทำหน้าที่ในการย่อยสลายน้ำตาลแลคโตสที่มีอยู่ในน้ำนมหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับนม สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้น้ำตาลแลคโตส

Streptococcus Thermophilus

3. Bifidobacteria

Bifidobacteria เป็นจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่บริเวณลำไส้ใหญ่ พบได้มากถึง 30 สายพันธุ์ ส่วนมากจะพบในระบบทางเดินอาหารของทารก โดยเฉพาะทารกที่ดื่มนมมารดา จัดว่าเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของทารกเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ช่วยบรรเทาอาการลำไส้แปรปรวน อาการปวดแน่นท้อง หรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการย่อยอาหาร

4. Sacchamyces Boulardii

Sacchamyces Boulardii เป็นจุลินทรีย์ที่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับยีสต์ มีหน้าที่ในการป้องกันและรักษาโรคท้องเสียจากการใช้ยาปฏิชีวนะ

สำหรับอาหารที่สามารถพบไพรโบไอติกส์ประเภทเหล่านี้ได้ ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่มีรสเปรี้ยวหรือผ่านการหมักมาแล้ว เช่น นมเปรี้ยว โยเกิร์ต เต้าเจี้ยว มิโซะ กิมจิ ถั่วเหลืองหมัก แตงกวาดอง กะหล่ำปลีดอง และขนมปังเปรี้ยว

โพรไบโอติกในอาหาร

โพรไบโอติกสามารถพบได้ในอาหารธรรมชาติหลายประเภท โดยเฉพาะอาหารที่ผ่านกระบวนการหมัก เช่น โยเกิร์ต คีเฟอร์ กิมจิ และเต้าหู้หมัก อาหารเหล่านี้มักจะมีโพรไบโอติกในปริมาณสูง และสามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการรับประทานอาหารประจำวัน

ตารางโพรไบโอติกในอาหาร

ชื่ออาหาร หน่วยบริโภค ปริมาณโพรไบโอติกใน 1 หน่วย สัดส่วนของโพรไบโอติก
โยเกิร์ต 1 ถ้วย 50,000 มก. สูง
คีเฟอร์ 1 ถ้วย 40,000 มก. สูง
กิมจิ 100 กรัม 20,000 มก. สูง
มิโซะซุป 1 ถ้วย 10,000 มก. กลาง
เทมเป้ 100 กรัม 8,000 มก. กลาง
เต้าหู้หมัก 100 กรัม 5,000 มก. กลาง
ซาวเคราท์ 100 กรัม 4,500 มก. กลาง
ดาร์คช็อกโกแลต 30 กรัม 2,000 มก. ต่ำ
ผักดองญี่ปุ่น 50 กรัม 1,500 มก. ต่ำ
น้ำมะพร้าวหมัก 1 ถ้วย 1,000 มก. ต่ำ
ขนมปังเปรี้ยว 1 ชิ้น 500 มก. ต่ำ
ซุปเต้าเจี้ยว 1 ถ้วย 800 มก. ต่ำ
นมถั่วเหลืองหมัก 1 ถ้วย 15,000 มก. สูง
ผักดองโฮมเมด 100 กรัม 12,000 มก. สูง
คอมบูฉะ 1 ถ้วย 18,000 มก. สูง
นัตโตะ 50 กรัม 25,000 มก. สูง
ชีสกูด้า 30 กรัม 6,000 มก. กลาง
มะกอกดอง 100 กรัม 7,500 มก. กลาง
หอมดอง 50 กรัม 3,000 มก. ต่ำ
บีทรูทดอง 100 กรัม 4,000 มก. กลาง
ชีสเฟต้าหมัก 30 กรัม 9,000 มก. กลาง
กะหล่ำปลีดอง 100 กรัม 5,000 มก. กลาง
มันฝรั่งดอง 100 กรัม 1,200 มก. ต่ำ
มะม่วงดอง 50 กรัม 1,500 มก. ต่ำ
ซอสถั่วเหลืองหมัก 1 ช้อนโต๊ะ 2,000 มก. ต่ำ
สลัดผักดอง 100 กรัม 3,500 มก. กลาง
ปลาหมัก 100 กรัม 6,500 มก. กลาง
ชาเขียวหมัก 1 ถ้วย 12,000 มก. สูง
ข้าวหมาก 100 กรัม 9,500 มก. สูง
ข้าวบาร์เล่ย์หมัก 100 กรัม 7,000 มก. กลาง
บัวบกหมัก 100 กรัม 4,800 มก. กลาง
ไชเท้าดอง 50 กรัม 2,500 มก. ต่ำ

โยเกิร์ตเป็นตัวอย่างของอาหารที่อุดมไปด้วยโพรไบโอติก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์ Lactobacillus โยเกิร์ตที่ทำจากนมสดจะมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ซึ่งช่วยในการย่อยอาหาร และปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ คีเฟอร์เป็นเครื่องดื่มที่ทำจากนมหมัก มีลักษณะคล้ายโยเกิร์ต แต่มีโพรไบโอติกหลากหลายสายพันธุ์มากกว่า

โพรไบโอติกในอาหารเสริม

นอกจากโพรไบโอติกในอาหารธรรมชาติแล้ว โพรไบโอติกยังสามารถรับได้จากอาหารเสริม ซึ่งมักจะมาในรูปแบบของแคปซูล ผง หรือเม็ด อาหารเสริมเหล่านี้มักจะมีโพรไบโอติกในปริมาณที่เข้มข้น และมีความสะดวกในการรับประทาน โดยผู้ผลิตจะระบุจำนวนจุลินทรีย์ในหน่วย CFU (Colony Forming Units) บนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ปริมาณจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์

ประโยชน์ของโพรไบโอติกส์ กับระบบย่อยอาหาร

โพรไบโอติกมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร โดยช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ย่อยอาหาร และเพิ่มการดูดซึมสารอาหารที่จำเป็น เช่น วิตามิน เกลือแร่ และกรดอะมิโน โพรไบโอติกยังสามารถช่วยลดการหมักอาหารในลำไส้ ซึ่งเป็นสาเหตุของแก๊สในลำไส้ และช่วยให้กระบวนการย่อยอาหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ โพรไบโอติกยังช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซึมของลำไส้ ทำให้ร่างกายสามารถรับสารอาหารที่มีประโยชน์ได้มากขึ้น การมีจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ยังช่วยป้องกันการดูดซึมสารพิษที่อาจเกิดจากการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์

โพรไบโอติก และพรีไบโอติกคืออะไร

พรีไบโอติก คือสารอาหารที่เป็นอาหารสำหรับโพรไบโอติก ซึ่งช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ พรีไบโอติกมักพบในอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ข้าวโอ๊ต กล้วย หัวหอม และกระเทียม การรับประทานพรีไบโอติกร่วมกับโพรไบโอติกเป็นวิธีที่ดีในการเสริมสร้างสุขภาพลำไส้ เนื่องจากพรีไบโอติกจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโพรไบโอติกในการปรับสมดุลจุลินทรีย์

การทำงานร่วมกันของโพรไบโอติกและพรีไบโอติกเรียกว่าซินไบโอติก (Synbiotic) ซึ่งหมายถึงการทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อส่งเสริมสุขภาพของระบบทางเดินอาหาร การบริโภคอาหารที่มีทั้งโพรไบโอติกและพรีไบโอติกในปริมาณที่เพียงพอจะช่วยให้ระบบลำไส้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ข้อควรระวังเมื่อต้องเก็บรักษาอาหารที่มีโพรไบโอติก

ปัจจัยหลายอย่างอาจส่งผลต่อการทำงานของจุลินทรีย์เหล่านี้ เช่น การเก็บรักษาอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม และการสัมผัสกับความร้อนสูง อาจทำให้จุลินทรีย์เสียชีวิตได้ ดังนั้น การเลือกอาหารหรืออาหารเสริมโพรไบโอติกควรคำนึงถึงการเก็บรักษาที่ถูกต้อง เพื่อรักษาคุณภาพของจุลินทรีย์

  1. เก็บในที่เย็น: โพรไบโอติกส่วนใหญ่ต้องการอุณหภูมิเย็นเพื่อรักษาคุณภาพ ควรเก็บในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส เพื่อป้องกันจุลินทรีย์เสียหายจากความร้อน
  2. หลีกเลี่ยงแสงแดด: แสงและความร้อนจากแสงแดดอาจทำให้จุลินทรีย์ในโพรไบโอติกตายได้ ควรเก็บในที่มืดหรือในภาชนะทึบแสง
  3. ปิดฝาให้สนิท: การปิดบรรจุภัณฑ์หรือภาชนะให้สนิทช่วยป้องกันความชื้น และอากาศเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจทำให้จุลินทรีย์ลดลง
  4. เช็ควันหมดอายุ: โพรไบโอติกมีอายุการใช้งานจำกัด ควรเช็ควันหมดอายุ และใช้ก่อนถึงเวลานั้น เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด

วันหมดอายุของผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกก็เป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากเมื่อเวลาผ่านไป จำนวนจุลินทรีย์ที่มีชีวิตอาจลดลง ดังนั้นควรตรวจสอบวันหมดอายุของผลิตภัณฑ์ก่อนเลือกซื้อ และเก็บรักษาในที่เย็นและแห้ง เพื่อให้จุลินทรีย์คงสภาพพร้อมทำงานได้ดีที่สุด

โพรไบโอติกส์ ถือเป็นจุลินทรีย์ชนิดดี ที่นิยมรับประทานเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพต่างๆ หากร่างกายมีปริมาณโพรไบโอติกส์ที่เพียงพอก็จะช่วยลดอัตราในการเกิดปัญหาสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น การทำความเข้าใจโพรไบโอติก และการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมเป็นวิธีหนึ่งในการส่งเสริมสุขภาพลำไส้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการรักษาสมดุลของร่างกาย

ปริมาณการกินโยเกิร์ตที่เพียงพอเพื่อให้ได้ประโยชน์จากโพรไบโอติกมักแนะนำให้รับประทานประมาณ 1 ถ้วยเล็ก (150-200 กรัม) ต่อวัน โยเกิร์ต 1 ถ้วยมักมีโพรไบโอติกในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น และส่งเสริมสุขภาพลำไส้

ปริมาณที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสุขภาพลำไส้ การรับประทานอาหารประเภทอื่นร่วมด้วย และความไวต่อโพรไบโอติกในร่างกาย หากเริ่มกินโยเกิร์ตเป็นประจำ แนะนำให้สังเกตการตอบสนองของร่างกาย และปรับปริมาณให้เหมาะสมตามความต้องการ

หากแพ้นมวัวและไม่สามารถรับประทานโยเกิร์ตได้ ทางเลือกที่ดีสำหรับการได้รับโพรไบโอติกทดแทนโยเกิร์ตมีหลายอย่าง ได้แก่

  1. กิมจิ: ผักหมักแบบเกาหลีที่สามารถหาซื้อได้ง่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป หรือตลาดออนไลน์ในไทย มีโพรไบโอติกสูง และเป็นที่นิยมในการเสริมสุขภาพลำไส้
  2. ซาวเคราท์: ผักกะหล่ำปลีดองแบบยุโรป แม้จะไม่แพร่หลายเท่ากิมจิ แต่ก็เริ่มมีขายในร้านสุขภาพ หรือซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ ในไทย
  3. มิโซะ: เป็นเครื่องปรุงหมักจากถั่วเหลือง หาซื้อได้ง่ายในร้านขายของญี่ปุ่น หรือซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ นำไปทำซุปมิโซะที่มีประโยชน์และมีโพรไบโอติก
  4. เทมเป้: ถั่วเหลืองหมักสไตล์อินโดนีเซีย หาซื้อได้จากร้านสุขภาพ หรือบางซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองใหญ่ เทมเป้เป็นแหล่งโปรตีนจากพืช และมีโพรไบโอติกจากกระบวนการหมัก
  5. โยเกิร์ตจากนมพืช: โยเกิร์ตที่ทำจากนมถั่วเหลือง หรือนมมะพร้าว มีขายในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป หรือร้านเพื่อสุขภาพในไทย

อาหารเหล่านี้สามารถหาซื้อได้ง่ายในไทย และเป็นแหล่งโพรไบโอติกที่ดีสำหรับคนแพ้นมวัว

รู้หรือไม่?

การกินโยเกิร์ตแล้วทำให้รู้สึกเหมือนยาถ่าย เป็นความจริง เพราะโพรไบโอติกที่อยู่ในโยเกิร์ต โพรไบโอติกคือจุลินทรีย์ชนิดดีที่ช่วยปรับสมดุลในลำไส้ และกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร เมื่อระบบลำไส้ได้รับโพรไบโอติกที่เพียงพอ อาจทำให้ลำไส้ทำงานได้คล่องขึ้น ส่งผลให้เกิดการขับถ่ายง่ายขึ้น จึงทำให้บางคนรู้สึกว่าโยเกิร์ตมีผลเหมือนยาถ่าย (การตอบสนองต่อโพรไบโอติกในแต่ละคนอาจแตกต่างกัน บางคนอาจรู้สึกท้องผูกน้อยลง หรือขับถ่ายดีขึ้นหลังจากรับประทานโยเกิร์ต)

เรื่องแนะนำ

บทความแนะนำ