3 เมษายน 2568

วิตามินดี (Vitamin D) ได้รับเมื่อโดนแสงแดด ประโยชน์ของวิตามินดี วิธีป้องกันการขาดสารอาหาร

วิตามินดี
สรุปโดยย่อ: วิตามินดี (Vitamin D) เป็นสารอาหารที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดี ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง แหล่งที่มาของวิตามินดีมาจากแสงแดด อาหาร เช่น ปลา ไข่ นม และอาหารเสริม การได้รับวิตามินดีเพียงพอจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดี ควรรับแสงแดดบ้าง และกินอาหารที่มีวิตามินดีเพื่อให้ร่างกายทำงานได้เต็มที่
สารบัญเนื้อหา

วิตามินดี (Vitamin D) คือวิตามินที่สามารถละลายได้ในไขมัน และมีความจำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก โดยรูปแบบของวิตามินดีที่มีประโยชน์ต่อร่างกายนั้นมีด้วยกัน 2 ประเภทคือ วิตามินดี 2 หรือ เออโกแคลซิเฟอรอล (Ergocalciferol) ที่สามารถพบได้ในพืช และวิตามินดี 3 หรือ โคเลแคลซิเฟอรอล (Chloecalciferol) ที่ร่างกายจะได้รับการจากสังเคราะห์บริเวณผิวหนังเมื่อโดนแสงอ่อนๆ ซึ่งวิตามินดีทั้ง 2 ประเภทนี้ล้วนมีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสภายในร่างกาย จำเป็นต่อการพัฒนาการของเด็ก อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟันได้เป็นอย่างดี

วิตามินดี 2 (Ergocalciferol)

วิตามินดี 2 พบในพืชและเห็ดบางชนิด โดยเฉพาะเห็ดที่เติบโตในที่ที่มีการสัมผัสกับแสงแดด หรือแสง UV วิตามินดี 2 เป็นวิตามินที่ได้จากแหล่งธรรมชาติทางพืช ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ การบริโภควิตามินดี 2 ในปริมาณที่เพียงพอจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพของกระดูกและฟันได้เช่นเดียวกับวิตามินดี 3

วิตามินดี 3 (Cholecalciferol)

วิตามินดี 3 เป็นวิตามินที่ร่างกายสามารถสร้างได้เมื่อผิวหนังสัมผัสกับแสงแดด โดยเฉพาะแสงอัลตราไวโอเลตบี (UVB) นอกจากนี้ วิตามินดี 3 ยังพบในอาหารที่มาจากสัตว์ เช่น ปลาไขมัน ไข่ และผลิตภัณฑ์จากนม วิตามินดี 3 มีประสิทธิภาพสูงในการช่วยดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย และรักษาระดับวิตามินดีในร่างกายได้ดีกว่าวิตามินดี 2

การรับวิตามินเข้าสู่ร่างกาย

ร่างกายของมนุษย์สามารถรับวิตามินดีได้ 2 ทาง ดังต่อไปนี้

1. แสงแดด

นอกจากการรับประทานอาหารแล้ว ร่างกายยังสามารถรับวิตามินดีได้จากการสัมผัสแสงแดด เมื่อผิวหนังสัมผัสกับแสงแดด โดยเฉพาะแสง UVB ร่างกายจะสร้างวิตามินดี 3 ขึ้นมา วิตามินดีที่ได้จากแสงแดดนี้จะถูกเปลี่ยนเป็นรูปแบบที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ กระบวนการนี้สำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและการทำงานของร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ

แสงแดดยามเช้า ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินดี

โดยการที่จะได้วิตามินดีที่เพียงพอจากแสงแดดนั้น ควรให้ผิวหนังสัมผัสกับแสงแดดเป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาทีทุกวัน ด้วยการใส่เสื้อแขนสั้นหรือกางเกงขาสั้น ซึ่งวิตามินดีที่ได้จะสังเคราะห์บริเวณผิวหนังชั้นนอกสุด หรือผิวชั้นหนังกำพร้า อย่างไรก็ตามการรับแสงแดดมากเกินไปก็อาจมีผลเสียต่อผิวหนังได้ จึงควรระมัดระวังในการสัมผัสกับแสงแดดเป็นเวลานาน

2. อาหาร

วิตามินดีมีมากในอาหารจำพวกปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ปลาทู และปลาทูน่า นอกจากนี้ ในต่างประเทศยังนิยมผสมวิตามินดีลงในนม น้ำส้ม โยเกิร์ต หรือธัญพืช และซีเรียส เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหารอีกด้วย

ตารางอาหารที่มีวิตามินดีสูง

ชื่ออาหาร หน่วยบริโภค ปริมาณวิตามินดีใน 1 หน่วย สัดส่วนของวิตามินดี
น้ำมันตับปลา 1 ช้อนโต๊ะ 1360 มิลลิกรัม สูง
ปลาแซลมอน (ปรุงสุก) 100 กรัม 526 มิลลิกรัม สูง
ปลาทูน่า (กระป๋อง) 100 กรัม 268 มิลลิกรัม สูง
ปลาซาร์ดีน (กระป๋อง) 100 กรัม 193 มิลลิกรัม สูง
เห็ดชิตาเกะ (แห้ง) 100 กรัม 154 มิลลิกรัม สูง
ปลาแมคเคอเรล 100 กรัม 345 มิลลิกรัม กลาง
ปลาเฮร์ริง 100 กรัม 300 มิลลิกรัม กลาง
ปลาเทราท์ 100 กรัม 240 มิลลิกรัม กลาง
ไข่แดง 1 ฟอง 49 มิลลิกรัม กลาง
เห็ดป่า 100 กรัม 57 มิลลิกรัม กลาง
ชีส (ชนิดต่างๆ) 50 กรัม 30 มิลลิกรัม กลาง
เห็ดพอร์โตเบลโล 100 กรัม 12 มิลลิกรัม กลาง
ปลาไหลญี่ปุ่น 100 กรัม 148 มิลลิกรัม กลาง
ปลาคอด (ตับ) 100 กรัม 200 มิลลิกรัม สูง
ไข่ปลา 100 กรัม 232 มิลลิกรัม สูง
ปลานิล 100 กรัม 124 มิลลิกรัม กลาง
ปลาซาบะ 100 กรัม 360 มิลลิกรัม สูง
ปลากะพง 100 กรัม 300 มิลลิกรัม สูง
ปลาหิมะ 100 กรัม 230 มิลลิกรัม สูง
เห็ดกระดุม 100 กรัม 33 มิลลิกรัม กลาง
นมถั่วเหลืองเสริมวิตามินดี 1 แก้ว (240 มล.) 3.6 มิลลิกรัม ต่ำ
นมวัว 1 แก้ว (240 มล.) 2.9 มิลลิกรัม ต่ำ
นมแพะ 1 แก้ว (240 มล.) 1.2 มิลลิกรัม ต่ำ
โยเกิร์ต 100 กรัม 3 มิลลิกรัม ต่ำ
เนย 1 ช้อนโต๊ะ 1.5 มิลลิกรัม ต่ำ
น้ำส้มเสริมวิตามินดี 1 แก้ว (240 มล.) 2.5 มิลลิกรัม ต่ำ
ชีสสวิส 30 กรัม 6 มิลลิกรัม ต่ำ
เนื้อหมู 100 กรัม 53 มิลลิกรัม กลาง
ตับไก่ 100 กรัม 45 มิลลิกรัม กลาง
ตับวัว 100 กรัม 49 มิลลิกรัม กลาง
ปลาดุก 100 กรัม 60 มิลลิกรัม กลาง
ถั่วอัลมอนด์ 100 กรัม 22 มิลลิกรัม ต่ำ
ถั่วลิสง 100 กรัม 15 มิลลิกรัม ต่ำ
มะเขือเทศ 100 กรัม 12 มิลลิกรัม ต่ำ
มันฝรั่ง 100 กรัม 7 มิลลิกรัม ต่ำ
ข้าวโอ๊ต 100 กรัม 4 มิลลิกรัม ต่ำ
เมล็ดทานตะวัน 100 กรัม 8 มิลลิกรัม ต่ำ
ข้าวกล้อง 100 กรัม 5 มิลลิกรัม ต่ำ
คะน้า 100 กรัม 3 มิลลิกรัม ต่ำ
ผักโขม 100 กรัม 2 มิลลิกรัม ต่ำ
บล็อกโคลี 100 กรัม 1.5 มิลลิกรัม ต่ำ
หน่อไม้ฝรั่ง 100 กรัม 2 มิลลิกรัม ต่ำ
พริกหวาน 100 กรัม 1 มิลลิกรัม ต่ำ

3. อาหารเสริม

สำหรับผู้ที่ไม่สามารถได้รับวิตามินดีจากแสงแดดและอาหารได้เพียงพอ อาหารเสริมวิตามินดีเป็นทางเลือกที่ดี ซึ่งอาหารเสริมเหล่านี้มีทั้งวิตามินดี 2 และวิตามินดี 3 ควรเลือกใช้อาหารเสริมภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้รับปริมาณที่เหมาะสมกับสภาวะร่างกาย

แสงแดดสร้างวิตามินดีให้กับเราได้อย่างไร?

กระบวนการสร้างวิตามินดีของแสงแดดต่อผิวหนังมนุษย์ เกิดจากการที่ผิวหนังสัมผัสแสงแดดในระยะเวลาที่เหมาะสม จากนั้นจะเกิดปฏิกิริยาระหว่างแสงแดดและสารตั้งต้น วิตามินดีก็จะเกิดขึ้นบริเวณผิวหนัง แล้วจึงกระจายไปยังเส้นเลือดฝอยใต้ผิวเพื่อไปจับกับโปรตีนเข้าสู่เส้นเลือด ก่อนจะไปยังอวัยวะส่วนอื่นๆ เช่น ลำไส้ ตับ ไต กระดูก เพื่อดูดซึมแคลเซียมทำให้กระดูกแข็งแรงมากยิ่งขึ้น โดยการสร้างวิตามินดีจากแสงแดดของผิวหนังแต่ละคนนั้น ไม่ได้เท่ากันเสมอไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เช่น ปริมาณของแสงแดดที่ได้รับ เสื้อผ้าที่ใส่ ฤดูกาล รวมไปถึงสีผิวของแต่ละบุคคล

การรับแสงแดด 15 นาทีต่อวันในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงเช้าหรือบ่ายที่แสงแดดไม่แรงเกินไป อาจเพียงพอในการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตวิตามินดีได้ปริมาณที่เหมาะสม ทั้งนี้ปริมาณวิตามินดีที่ร่างกายสร้างได้จากแสงแดดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สีผิว อายุ ภูมิอากาศ และช่วงเวลาของวัน

ผู้ที่มีผิวสีอ่อนอาจผลิตวิตามินดีได้มากกว่าผู้ที่มีผิวสีเข้มในระยะเวลาที่เท่ากัน และในบางกรณี การอยู่กลางแจ้งในพื้นที่ที่มีแสงแดดอ่อนอาจต้องใช้เวลามากกว่า 15 นาทีเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดีเพียงพอ

ในกรณีที่ไม่สามารถรับแสงแดดได้เพียงพอ เช่น ในช่วงฤดูหนาว หรือเมื่อมีการใช้ครีมกันแดด อาจต้องพิจารณาเสริมวิตามินดีจากอาหารที่มีวิตามินดีสูง หรือใช้อาหารเสริมเพื่อให้ร่างกายได้รับปริมาณที่เหมาะสม

ประโยชน์ของวิตามินดี

วิตามินดีมีบทบาทสำคัญในหลายระบบของร่างกาย หน้าที่หลักของวิตามินดีคือการช่วยดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากอาหาร ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างและบำรุงกระดูกและฟัน นอกจากนี้ ยังมีบทบาทในการสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และส่งเสริมการเจริญเติบโตและการทำงานของเซลล์ในร่างกายอย่างสมดุล

1. การดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส

วิตามินดีช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากอาหารเข้าสู่กระแสเลือดได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการดูดซึมแคลเซียมซึ่งเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อการเสริมสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง การมีระดับแคลเซียมที่เพียงพอในร่างกายจะช่วยให้กระดูกมีความหนาแน่นและลดความเสี่ยงต่อการเสื่อมของกระดูกในอนาคต

2. ช่วยการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

วิตามินดีมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะการเสริมสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งมีหน้าที่ในการต่อสู้กับเชื้อโรคและสารแปลกปลอมในร่างกาย นอกจากนี้ วิตามินดียังมีบทบาทในการควบคุมการอักเสบในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. บทบาทอื่นๆ ของวิตามินดี

นอกจากการช่วยดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสแล้ว วิตามินดียังมีบทบาทในการส่งเสริมการทำงานของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย และการสื่อสารระหว่างเซลล์ ทำให้ระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายดำเนินไปอย่างปกติ การมีระดับวิตามินดีที่เพียงพอช่วยในการเจริญเติบโต และการซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหาย

สาเหตุของการที่ร่างกายขาดวิตามินดี

สาเหตุที่ร่างกายขาดวิตามินดี มีหลายปัจจัยดังต่อไปนี้

1. ได้รับวิตามินดีจากอาหารไม่เพียงพอ

การรับประทานมังสวิรัติ หรือหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อปลา จะทำให้เกิดภาวะขาดวิตามินในปริมาณที่เหมาะสมต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายอาจจะเกิดผลข้างเคียงหลายประการ โดยเฉพาะในเรื่องความแข็งแรงของกระดูก

2. ได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ

ผู้ที่มักจะอาศัยอยู่แต่ในบ้าน หรือในที่ร่ม จะขาดการสังเคราะห์วิตามินดีบนผิวหนัง รวมไปถึงผู้ที่ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ กลุ่มคนเหล่านี้จะเกิดกระบวนการสังเคราะห์วิตามินดีจากแสงแดดสู่ผิวหนังที่ลดน้อยลง

3. การดูดซึมวิตามินดีในทางเดินอาหารบกพร่อง

การดูดซึมวิตามินในทางเดินอาหารบกพร่อง สืบเนื่องมาจากตัวโรคบางชนิดที่ส่งผลให้การดูดซึมวิตามินดีลดลง รวมไปถึงการผ่าตัดกระเพาะอาหารหรือลำไส้ ซึ่งมีส่วนทำให้การดูดซึมวิตามินดีทำได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร

4. การรับประทานยาบางชนิด

การรับประทานยาบางชนิด เช่น ยากันชัก ยารักษาวัณโรคบางขนาน หรือยาขยายหลอดลม เป็นปัจจัยที่ทำให้ร่างกายแปรสภาพวิตามินดีให้อยู่ในรูปแบบที่ออกฤทธิ์น้อยลง

ปริมาณวิตามินดีที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน

ปริมาณวิตามินดีที่ควรได้รับในแต่ละวันขึ้นอยู่กับอายุ เพศ และสภาวะสุขภาพ โดยทั่วไป สำหรับผู้ใหญ่ควรได้รับวิตามินดีประมาณ 600-800 หน่วยสากล (IU) ต่อวัน การได้รับวิตามินดีจากแสงแดดประมาณ 10-15 นาทีในแต่ละวันเป็นเวลาเพียงพอสำหรับการผลิตวิตามินดีในร่างกาย อย่างไรก็ตาม การอยู่ในที่ร่มเป็นเวลานานหรือการใช้ครีมกันแดดอาจลดการผลิตวิตามินดีในผิวหนังได้ จึงควรพิจารณาเสริมวิตามินดีจากอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริม

  1. อายุต่ำกว่า 12 เดือน ควรได้รับวิตามินดีวันละ 10 ไมโครกรัม
  2. อายุต่ำกว่า 70 ปี ควรได้รับวิตามินดีวันละ 15 ไมโครกรัม
  3. อายุมากกว่า 70 ปี ควรได้รับวิตามินดีวันละ 20 ไมโครกรัม
  4. สตรีที่วางแผนตั้งครรภ์ ควรได้รับวิตามินดีวันละ 10 ไมโครกรัม
  5. สตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง ควรได้รับวิตามินดีวันละ 50-100 ไมโครกรัม
  6. ทารกที่ดื่มนมแม่และมีความเสี่ยงขาดวิตามินดี ควรได้รับวิตามินดีวันละ 10-50 ไมโครกรัม

วิตามินดีเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อร่างกาย ภาวะร่างกายขาดวิตามินดี จะส่งผลให้การดูดซึมแคลเซียมบริเวณทางเดินอาหารลดลง เป็นเหตุให้กระดูกมีความเสี่ยงในการแตกหักจากการลื่นหรือหกล้มได้ เพราะมวลกระดูกลดลงเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังเป็นเหตุให้มีภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา เช่น ระดับแคลเซียม และฟอสฟอรัสต่ำลง เกิดภาวะโรคกระดูกอ่อนทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ฯลฯ ดังนั้น เพื่อเลี่ยงปัญหาสุขภาพดังกล่าว แนะนำให้เพิ่มการรับแสงแดดในช่วงเวลาที่เหมาะสม และเลือกบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินดีเพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดวิตามิน

แหล่งอ้างอิง/งานวิจัย

  • เรื่อง: The role of vitamin D in the prevention of coronavirus disease 2019 infection and mortality • เขียนโดย: David S. Meltzer - 2020
  • เรื่อง: Vitamin D and immune function • เขียนโดย: Adrian F. Gombart - 2020

แสงแดดที่ช่วยกระตุ้นการผลิตวิตามินดีในร่างกาย คือแสงแดดที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตบี (UVB) ซึ่งมีมากในช่วงกลางวัน โดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการรับแสงแดดเพื่อสร้างวิตามินดีคือช่วง สายถึงเที่ยง หรือประมาณ 10.00 – 15.00 น. ในช่วงเวลานี้ รังสี UVB จะเข้มข้นที่สุด ทำให้ร่างกายสามารถผลิตวิตามินดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ควรรับแสงแดดในช่วงเวลาสั้นๆ (10-15 นาที) เพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียจากการสัมผัสแสงแดดเป็นเวลานาน เช่น ผิวไหม้หรือความเสี่ยงต่อโรคผิวหนัง ในบางกรณี การใช้ครีมกันแดดก็อาจลดการผลิตวิตามินดีได้ ดังนั้น ควรพิจารณาความเหมาะสมของการรับแสงแดดตามสภาพผิวและสถานการณ์เฉพาะบุคคล

การอยู่ในห้องกระจกใสแต่ไม่โดนแสงแดดโดยตรง จะไม่ได้รับวิตามินดี อย่างเพียงพอ เนื่องจากกระจกสามารถกรองรังสีอัลตราไวโอเลตบี (UVB) ซึ่งเป็นรังสีที่จำเป็นต่อการกระตุ้นการผลิตวิตามินดีในร่างกาย แม้จะได้รับแสงแดดที่ส่องผ่านกระจก แต่รังสี UVB จะถูกกั้นไว้ ทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างวิตามินดีได้ หากต้องการให้ร่างกายได้รับวิตามินดี ควรออกไปโดนแสงแดดโดยตรงในช่วงเวลาที่มีรังสี UVB สูง หรือพิจารณาเสริมด้วยอาหารที่มีวิตามินดีสูงหรืออาหารเสริม

รู้หรือไม่?

อาหารที่มีวิตามินดีสูง+หาทานได้ง่ายในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ปลาแซลมอน ไข่แดง ปลาทูน่ากระป๋อง นมและผลิตภัณฑ์จากนมที่เสริมวิตามินดี เห็ดบางชนิด เช่น เห็ดชิตาเกะหรือเห็ดกระดุม ซึ่งสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ

เรื่องแนะนำ

บทความแนะนำ